BEEFINAN

กลัว BLACKLIST ส่งผลต่อการกู้เงิน และต้องรู้ว่าหนี้เสียคืออะไร

กลัว BLACKLIST ส่งผลต่อการกู้เงิน และต้องรู้ว่าหนี้เสียคืออะไร

กลัว BLACKLIST บางครั้งอาจต้องยอมสร้างหนี้สินขึ้นมาเพราะต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่อย่าลืมว่าการเป็นหนี้หลายคนมีความคิดว่าน่ากลัว จริง ๆ มันได้น่ากลัวเลย เพราะว่ามีทั้งหนี้ดีและหนี้เสีย ถ้าการสร้างหนี้ที่ช่วยส่งเสริมเครดิตในการขอยื่นครั้งต่อไปนับว่าเป็นเรื่องดี แต่ถ้าหลงระเริงใช้เงินเกินตัวอาจจะสร้างหนี้ได้มหาศาลเช่นกัน เราควรต้องวางแผนการเงินอย่างละเอียดรอบคอบสามารถช่วยระงับปัญหาการผ่อนชำระหนี้ไม่ไหวที่จะเกิดขึ้นมาในภายหลังได้ มาดูกันว่า หนี้ดี และ หนี้เสีย คืออะไรกันแน่นะ

หนี้ดี คืออะไร

หนี้ดี คืออะไร
หนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น เงินกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพ

สำหรับ หนี้ดี เป็นหนี้ที่เมื่อเราเป็นแล้ว แต่สามารถทำให้เกิดรายรับในอนาคตได้นั่นเอง โดยการนำเงินส่วนที่เป็นหนี้ไปลงทุนหรือต่อยอดทางธุรกิจ จะทำให้เกิดรายได้หรือเงินตามมาในอนาคต ยกตัวอย่างของหนี้ดีมีอะไรบ้าง ดังนี้

  • หนี้ที่ก่อให้เกิดความรู้ เช่น กู้เงินเพื่อเรียนต่อ ซึ่งเราสามารถนำความรู้ที่มีนำไปต่อยอดในการทำงานหาเงินหรือทรัพย์ไปเลี้ยงชีพ เลี้ยงดูตัวเองได้ในอนาคต
  • หนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น เงินกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพ เงินกู้ยืมเพื่อธุรกิจ เงินกู้ยืมเพื่อลงทุนหรืออสังหาริมทรัพย์ต่างๆ
  • หนี้ที่อยู่ในระบบ เช่น เงินกู้จากสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้เครดิตบูโร เพราะหากชำระหนี้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว หรือครบทุกงวดตามวาระ เราจะมีเครดิตทางการเงินที่สามารถใช้ประกอบการขอยื่นกู้ได้อีกในอนาคต

หนี้เสีย คืออะไร

หนี้เสีย คืออะไร
หนี้ที่อยู่นอกระบบ เงินกู้จากสถาบันการเงินที่อยู่นอกเครดิตบูโร

สำหรับ หนี้เสีย เป็นหนี้ที่เราเป็นแล้ว แต่ไม่สามารถก่อให้เกิดรายรับหรือรายได้ในภายในอนาคตได้ ยกตัวอย่างของหนี้เสียมีอะไรบ้าง ดังนี้

  • หนี้ที่เราไม่สามารถผ่อนชำระได้ครบตามที่กำหนด จะมีทำให้เกิดการฟ้องร้อง ยึดทรัพย์ เสียเครดิต ติดบัญชีดำของธนาคาร ทำให้ชื่อเสียงทางการเงินไม่ดีหรือหมดความน่าเชื่อถือ อาจจะส่งผลในระยะยาวกู้ไม่ผ่านในครั้งต่อไปก็เป็นได้
  • หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น เงินกู้เพื่อไปท่องเที่ยว เงินกู้เพื่อซื้อของฟุ่มเฟือย
  • หนี้ที่อยู่นอกระบบ เช่น เงินกู้จากสถาบันการเงินที่อยู่นอกเครดิตบูโร ต่อให้เราจ่ายหนี้ครบก็ไม่มีประวัติการชำระหนี้ รวมไปถึงยังมีอัตราดอกเบี้ยที่สูง ถ้าหากเราไม่สามารถชำระหนี้ได้วาระเวลาหรือตรงตามกำหนด อาจส่งผลให้เกิดใช้วิธีการทวงแบบรุนแรงตามที่เคยเป้นข่าว

วางแผนการเงินหรือวิธีแก้ไขมีอะไรบ้าง

วางแผนการเงินหรือวิธีแก้ไขมีอะไรบ้าง
วางแผนการเงินหรือวิธีแก้ไข

หากไม่อยากเกิดความกังวลใจเกี่ยวกับการกู้ ต้องมีการวางแผนทางการเงินล่วงหน้าอย่างรอบคอบ อาจส่งผลให้เราไม่เป็นหนี้สินก้อนโตที่อาจเพิ่มขึ้นจากการไม่สามารถชำระหนี้ได้ตรงตามเวลา ซึ่งการวางแผนการเงินมีวิธีการดังต่อไปนี้

การกำหนดสัดส่วนของการใช้จ่าย

กำหนดสัดส่วนการใช้จ่าย อย่าง เราไม่ควรเป็นหนี้เกิน 40% ของรายได้ และทำการกำหนดสัดส่วนของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนออกมาเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยให้ภาพรวมของเงินแต่ละก้อน ยกตัวอย่างค่าใช้จ่าย ค่าที่พัก ค่าอาหารการกิน หรือค่าของใช้จิปาฐะ เป็นต้น และที่สำคัญอย่าเป็นหนี้เกิน 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้แต่ละเดือนด้วย

ไม่สร้างหนี้เพิ่ม

สำหรับข้อนี้เป็นข้อที่ต้องควบคุมหรือระงับให้ได้ เพราะการสร้างหนี้เพิ่มจะส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น ผ่อนนานขึ้น ชำระมากขึ้น ดังนั้นต้องหลีกเลี่ยงไม่สร้างค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลือง นำเงินส่วนนั้นมาชำระหนี้ต่อไป

ไม่สร้างหนี้เพิ่ม
ไม่สร้างหนี้เพิ่ม ต้องหลีกเลี่ยงไม่สร้างค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลือง

จัดลำดับการจ่ายหนี้

การเรียงลำดับความสำคัญของการชำระหนี้เพื่อให้หนี้เป็นไปครบตามกำหนด คนส่วนมากจะนิยมทำกันอยู่มี 2 ทางเลือก  สามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตนเองเพื่อลดการเกิดความเครียดจากการเป็นหนี้ ได้แก่

  • การเลือกชำระก้อนหนี้ที่มียอดคงเหลือน้อยที่สุด เพื่อให้จำนวนก้อนหนี้ที่มีอยู่ลดลง
  • การเลือกชำระก้อนหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุด เป็นการกำจัดก้อนหนี้ที่มีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยสูงเพื่อประหยัดเงินไว้สำหรับหนี้ก้อนอื่นๆ ที่มี

การรวมหนี้

การรวมหนี้ เป็นการนำหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อประเภทต่าง ๆ มารวมเข้าด้วยกันไว้เพียงที่เดียวให้ง่ายต่อการจัดการ ไม่เกิดความสับสนว่าต้องจ่ายหนี้ก้อนไหนก่อน-หลัง ทั้งยังอาจได้รับดอกเบี้ยที่ถูกลงทำให้สามารถชำระหนี้ได้มากขึ้นตามไปด้วย

การรวมหนี้
การรวมหนี้ ยังอาจได้รับดอกเบี้ยที่ถูกลงทำให้สามารถชำระหนี้

เจรจากับสถานันการเงิน

อีกวิธีหนึ่งที่ควรทำเมื่อเกิดปัญหาผ่อนชำระหนี้ไม่ไหว และไม่อยากติดบัญชีดำ โดยการเจรจาจะได้เป็นผลนั้นต้องอาศัยชื่อเสียงเครดิตทางการเงิน เราต้องไปเจรจาต่อรองกับสถาบันการเงิน เพื่อขอลดหย่อน ผ่อนปรน หรือปรับโครงสร้างหนี้ นั่นเอง

.

เป็นยังไงกันบ้างกับ กลัว BLACKLIST ส่งผลต่อการกู้เงิน และต้องรู้ว่าหนี้เสียคืออะไร ก่อนตัดสินใจเป็นหนี้ควรคำนึงถึงความจำเป็นและจุดประสงค์ของการใช้เงินว่าจะใช้เงินนั้นเพื่ออะไร สามารถต่อยอดให้เกิดรายได้ในอนาคตได้ไหม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาที่ยุ่งยากที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้

.

สามารถติดตามข่าวสาร อัพเดตเกี่ยวกับเรื่องของการเงิน ประกัน และสังคมทางการเงินได้ที่ Beefinan