BEEFINAN

ภาษีที่ดิน ปี 2566 จ่ายเท่าไหร่ ทั้ง 4 ประเภท คนธรรมดาก็ต้องจ่าย

ภาษีที่ดิน ปี 2566 จ่ายเท่าไหร่ ทั้ง 4 ประเภท คนธรรมดาก็ต้องจ่าย

ใครที่มีที่ดินเป็นของตัวเองต้องเสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำธุรกิจเสือนอนกินทั้งหลายเท่านั้น แต่คนธรรมดาที่ครอบครองที่ดินจะใช้สอยหรือปล่อยทิ้งร้างก็ต้องเสีย ภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ใครมี บ้าน กับ คอนโดมิเนียม บ้านเช่า ที่ดิน ที่นา ควรมาศึกษาข้อมูลภาษีที่ดิน 2566 เอาไว้ เพื่อจะได้คำนวณภาษีที่ดิน และจ่ายภาษีได้อย่างถูกต้อง หลายคนคงอาจจะคิดว่า เจ้าภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างมันคืออะไร และมีอะไรที่ต้องทำความเข้าใจบ้าง เดี๋ยวเราจะอธิบายให้ฟัง

ภาษีที่ดิน ปี 2566 ใครต้องเสียบ้าง

ภาษีที่ดิน ปี 2566 ใครต้องเสียบ้าง

  • เจ้าของที่ดิน/เจ้าของสิ่งปลูกสร้าง/เจ้าของห้องชุด (กรณีนี้อาจไม่ใช่เจ้าบ้านก็ได้ เพราะหากเจ้าบ้านไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ ไม่มีชื่อในโฉนดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น เจ้าบ้านก็ไม่ใช่ผู้ที่ต้องเสียภาษี)

  • ผู้ครอบครองทรัพย์สิน ทำประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของรัฐ เช่น ผู้เช่าที่ราชพัสดุอยู่ แม้ไม่ได้เป็นเจ้าของที่นั้น ๆ แต่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายฉบับนี้

  • ผู้ครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นอยู่ในวันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น เช่น
    • ซื้อคอนโดมิเนียม ในวันที่ 25 ธันวาคม 2565 ต้องเสียภาษีที่ดินในปี 2566 เพราะถือว่าได้ครอบครองภายในวันที่ 1 มกราคม 2566
    • ซื้อบ้าน ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2566 ไม่ต้องเสียภาษีที่ดิน 2566 เพราะยังไม่ได้ครอบครองในวันที่ 1 มกราคม 2566 แต่ต้องไปเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในปี 2567

  • กรณีเจ้าของที่ดินและเจ้าของสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินนั้นเป็นคนละคนกัน ให้ต่างคนต่างเสียภาษีเฉพาะส่วนที่ตัวเองเป็นเจ้าของเท่านั้น

ภาษีที่ดิน ปี 2566 จ่ายเท่าไหร่

สำหรับอัตราของการเก็บภาษีที่ดิน สามารถแบ่งออกได้ 4 ประเภท ตามลักษณะการใช้ประโยชน์ ได้แก่ เกษตรกรรม ที่พักอาศัย อื่น ๆ (พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม) และที่ดินว่างเปล่า โดยคิดในแบบขั้นบันได เพิ่มขึ้นตามมูลค่าราคาประเมิน ดังนี้

1. ที่ดินเกษตรกรรม

ที่ดินเกษตรกรรม

ที่ดินเกษตรกรรม คือ ที่ดินที่ใช้ในการทำนา ไร่หรือสวน เลี้ยงสัตว์ เช่น ตั๊กแตนปาทังกา เลี้ยงสัตว์น้ำ รวมไปถึงกิจกรรมอื่น ๆ ตามประกาศกำหนด และยังมีกำหนดเพดานภาษีสูงสุด 0.15% โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ที่ดินมูลค่า 0 – 75 ล้านบาท อัตรา 0.01% หรือล้านละ 100 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 75-100 ล้านบาท อัตรา 0.03% หรือล้านละ 300 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 100 – 500 ล้านบาท อัตรา 0.05% หรือล้านละ 500 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 500 – 1,000 ล้านบาท อัตรา 0.07% หรือล้านละ 700 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 1,000 ล้านบาท ขึ้นไป อัตรา 0.1% หรือล้านละ 1,000 บาท

โดยคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิด คิดว่าจะปลูกต้นไม้อะไรก็ได้ ปลูกจำนวนกี่ต้นก็ได้ แต่จริงๆ แล้วต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยระบุไว้ เช่น

  • ปลูกกล้วย ขั้นต่ำ 200 ต้น/ไร่
  • ปลูกกาแฟ พันธุ์โรบัสต้า ขั้นต่ำ 170 ต้น/ไร่, พันธุ์อาราบิก้า ขั้นต่ำ 533 ต้น/ไร่
  • ปลูกขนุน ขั้นต่ำ 25 ต้น/ไร่
  • ปลูกมะม่วง, มะพร้าว, ทุเรียน, ลิ้นจี่, ลำไย ขั้นต่ำ 20 ต้น/ไร่
  • ปลูกมะนาว ขั้นต่ำ 50 ต้น/ไร่

2. ที่พักอาศัย

ที่พักอาศัย

ที่พักอาศัย ตามกฎหมายในกรณีนี้ หมายถึงกรณีดังต่อไปนี้

  • ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของใช้อยู่อาศัยเอง ให้ญาติพี่น้องอยู่อาศัย หรือให้เช่าเพื่ออยู่อาศัย
  • ครอบคลุมถึงช่วงเวลาระหว่างการก่อสร้าง หรือปรับปรุงต่อเติมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ใช้เพื่อการอยู่อาศัยด้วย เช่น บ้านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการตกแต่ง เป็นต้น
  • บ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ หรือคอนโดที่ปล่อยเช่ารายเดือน (แต่ถ้าเป็นบ้านหรือห้องพักให้เช่าเป็นรายวัน จะจัดอยู่ในหมวดใช้ประโยชน์เพื่อการอื่น ๆ ซึ่งเสียภาษีแพงกว่า)
  • โฮมสเตย์ ซึ่งเป็นสถานที่พักชั่วคราวที่เจ้าของดัดแปลงเป็นห้องพักไม่เกิน 4 ห้อง มีผู้พักรวมกันไม่เกิน 20 คน จัดบริการสิ่งอำนวยความสะดวกตามสมควร และเป็นการพักรวมกับเจ้าของในชายคาเดียวกัน อันมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการเพื่อหารายได้เสริมหรือ Passive Income

สรุปสั้น ๆ คือ ที่ดิน โรงเรือน อาคาร ตึก ห้องชุด หรือสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ที่มีลักษณะให้บุคคลใช้เพื่อเป็นการอยู่อาศัย โดยมีเพดานภาษีสูงสุดอยู่ที่ 0.3% มีรายละเอียดดังนี้

1. ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามเจ้าของซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยตามทะเบียนราษฎร คือ

  • ที่ดินมูลค่าไม่ถึง 25 ล้านบาท อัตรา 0.03% หรือล้านละ 300 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 25 – 50 ล้านบาท อัตรา 0.05% หรือล้านละ 500 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 50 ล้านขึ้นไป อัตรา 0.1% หรือล้านละ 1,000 บาท


2. สิ่งปลูกสร้างตามเจ้าของซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านว่าตามกฎหมายด้วยการทะเบียนราษฎร คือ

  • ที่ดินมูลค่า ไม่ถึง 40 ล้านบาท อัตรา 0.02% หรือล้านละ 200 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 40 – 65 ล้านบาท อัตรา 0.03% หรือล้านละ 300 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 65 – 90 ล้านบาท อัตรา 0.05% หรือล้านละ 500 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 90 ล้านขึ้นไป อัตรา 0.1% หรือล้านละ 1,000 บาท


3. ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยกรณีอื่นนอกจากการใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยตาม ข้อ 1 และ ข้อ 2

  • ที่ดินมูลค่า ไม่ถึง 50 ล้านบาท อัตรา 0.02% หรือล้านละ 200 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 50 – 75 ล้านบาท อัตรา 0.03% หรือล้านละ 300 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 75 – 100 ล้านบาท อัตรา 0.05% หรือล้านละ 500 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 100 ล้านขึ้นไป อัตรา 0.1% หรือล้านละ 1,000 บาท

3. ที่ดินกลุ่มพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม

ที่ดินกลุ่มพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม

ที่ดินกลุ่มพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม คือ การเก็บภาษีในประเภทที่ดินอื่น ๆ ไม่ได้ใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรและการอยู่อาศัย อย่าง การทำประโยชน์ด้านพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน โรงแรม โรงงาน หอพักรายวัน บ้านเช่ารายวัน ร้านอาหาร และอื่น ๆ โดยมีเพดานภาษีสูงสุดอยู่ที่ 1.2% และต้องเสียภาษีตามอัตราต่อไปนี้

  • ที่ดินมูลค่า 0 – 50 ล้านบาท อัตรา 0.3% หรือล้านละ 3,000 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 50 – 200 ล้านบาท อัตรา 0.4% หรือล้านละ 4,000 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 200 – 1,000 ล้านบาท อัตรา 0.5% หรือล้านละ 5,000 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 1,000 – 5,000 ล้านบาท อัตรา 0.6% หรือล้านละ 6,000 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป อัตรา 0.7% หรือล้านละ 7,000 บาท

4. ที่ดินรกร้างว่างเปล่า

ที่ดินรกร้างว่างเปล่า

ที่ดินรกร้างว่างเปล่า คือ ที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ที่ดินเปล่าแต่ปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ ไม่ได้ปลูกสร้างอาคาร ไม่ได้ใช้ทำเกษตรกรรมหรือประกอบกิจการใด ๆ มีเพดานภาษีสูงสุดอยู่ที่ 1.2% แต่จะปรับเพิ่มอัตรา 0.3% ทุก 3 ปี แต่อัตรารวมไม่เกิน 3% ซึ่งเป็นกลุ่มที่เสียภาษีแพงที่สุด คือ   

  • ที่ดินมูลค่า 0 – 50 ล้านบาท อัตรา 0.3% หรือล้านละ 3,000 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 50 – 200 ล้านบาท อัตรา 0.4% หรือล้านละ 4,000 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 200 – 1,000 ล้านบาท อัตรา 0.5% หรือล้านละ 5,000 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 1,000 – 5,000 ล้านบาท อัตรา 0.6% หรือล้านละ 6,000 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป อัตรา 0.7% หรือล้านละ 7,000 บาท

ภาษีที่ดิน คำนวณอย่างไร

สำหรับการคำนวณภาษีที่ดิน ตามมูลค่าของบ้านจะต้องแยกออกมาเป็นมูลค่าของที่ดิน และมูลค่าของสิ่งปลูกสร้าง หลังจากนั้นค่อยเอาผลลัพธ์มารวมกัน คือ

1. ที่ดินที่ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง

  • ภาษีที่ต้องจ่าย = มูลค่าที่ดิน x อัตราภาษี
  • โดยมูลค่าที่ดิน = ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน (ต่อ ตร.ว.) x ขนาดพื้นที่ที่ดิน

2. ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

  • ภาษีที่ต้องจ่าย = (มูลค่าที่ดิน + มูลค่าสิ่งปลูกสร้าง) x อัตราภาษี
  • โดยมูลค่าที่ดิน = ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน (ต่อ ตร.ว.) x ขนาดพื้นที่ที่ดิน
  • มูลค่าสิ่งปลูกสร้าง = (ราคาประเมินทุนทรัพย์โรงเรือนสิ่งปลูกสร้าง (ต่อ ตร.ม.) x ขนาดพื้นที่สิ่งปลูกสร้าง) – ค่าเสื่อมราคา

3. ห้องชุด

  • ภาษีที่ต้องจ่าย = มูลค่าห้องชุด x อัตราภาษี 
  • โดยมูลค่าห้องชุด = ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุด (ต่อ ตร.ม.) x ขนาดพื้นที่ห้องชุด (ตร.ม.)

          สำหรับการหักค่าเสื่อมราคาของสิ่งปลูกสร้าง เป็นไปตามประเภทและระยะเวลาการก่อสร้าง ตามตารางนี้

ภาษีที่ดิน คำนวณอย่างไร
ภาพจาก : กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

ตรวจสอบราคาประเมินทุนทรัพย์ได้จากเว็บไซต์ กรมธนารักษ์

ภาษีที่ดิน จ่ายที่ไหน

ภาษีที่ดิน จ่ายที่ไหน

สามารถชำระภาษีที่ดินได้ด้วยตัวเองที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของพื้นที่นั้น ๆ คือ

  • กรุงเทพฯ : ชำระภาษีที่สำนักงานเขตในพื้นที่ที่ทรัพย์สินตั้งอยู่
  • เมืองพัทยา : ชำระภาษีที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา
  • ต่างจังหวัด : ชำระภาษีที่สำนักงานเทศบาล/ที่ทำการขององค์การบริหารส่วนตำบล/ที่ทำการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีกฎหมายกำหนด หรือสถานที่อื่นที่ผู้บริหารท้องถิ่นกำหนด รวมทั้งจุดบริการเคลื่อนที่ที่ อปท. กำหนด

โทษปรับเลี่ยงการจ่ายภาษีที่ดิน

สำหรับผู้ที่เลี่ยงการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือเพิกเฉยไม่สนใจที่จะชำระภาษีถือว่าเป็นผู้ที่มีความผิด และจำเป็นต้องได้รับโทษทางกฎหมาย โดยแบ่งออกได้ 3 ระดับ ดังนี้

โทษปรับ เป็นบทลงโทษในระดับเบื้องต้น สำหรับผู้ที่เสียภาษีที่ดินไม่ครบตามจำนวนภายในเวลาที่กำหนด จะต้องถูกปรับตามเกณฑ์ที่ระบุเอาไว้

  • เสียเบี้ยปรับ 10% ของภาษีที่ค้างชำระ ในกรณีที่ล่าช้า แต่ชำระก่อนได้รับหนังสือแจ้งเตือน
  • เสียเบี้ยปรับ 20% ของภาษีที่ค้างชำระ ในกรณีที่ล่าช้า แต่ชำระในระยะที่หนังสือแจ้งเตือนระบุเอาไว้
  • เสียเบี้ยปรับ 40% ของภาษีที่ค้างชำระ ในกรณีที่ล่าช้าเกินระยะที่หนังสือแจ้งเตือนระบุเอาไว้
  • ดอกเบี้ยเงินเพิ่ม เป็นบทลงโทษเพิ่มเติมในกรณีชำระภาษีล่าช้า โดยนับตั้งแต่วันที่การชำระภาษีเลยเวลา ด้วยการคิดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1% ต่อเดือนของเงินที่ค้างชำระ
  • โทษทางอาญา โดยมีการกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี และปรับสูงสุดไมเกิน 40,000 บาท

สามารถติดตามเรื่องเกี่ยวกับการเงินได้ที่ เท่าทันทุกเรื่องการเงินกับ Beefinan

Supawit Nitipatnakun