BEEFINAN

กองทุนรวมคืออะไร ลงทุนอย่างไร ทำไมถึงน่าสนใจลงทุน

กองทุนรวมคืออะไร ลงทุนอย่างไร ทำไมถึงน่าสนใจลงทุน

มนุษย์เงินเดือนหรือเจ้าของกิจการ รวมไปถึงใครก็ตามที่กำลังมีความคิดที่อยากจะต่อยอดเงินที่หามาได้ในแต่ละเดือน เพื่อเป้าหมายของตัวในอนาคต เพราะเป้าหมายในชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เลือกใช้ชีวิตตามต้องการ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจของคนที่ต้องการอยากทำเงินให้งอกเงย แต่ไม่มีเวลาที่จะติดตามผลไปตลอด ไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจ และยังต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลเงินให้ คือ กองทุนรวม นั่นเอง

กองทุนรวม คืออะไร

กองทุนรวม คืออะไร
รูปจาก : ttbbank

กองทุนรวม อ้างอิงจากนิยามของคำว่ากองทุนรวมโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คือ การรวบรวมเงินลงทุนจากหลายคนมารวมกันเป็นเงินก้อนใหญ่ โดยเป้าหมายคือจะเอาเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ชนิดต่าง ๆ มี บลจ. มืออาชีพคอยบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนให้

แต่แน่นอนว่าการลงทุนมีหลากหลายในการลงทุนที่แตกต่างกัน เช่น ตราสารหนี้ หุ้นสหรัฐ หุ้นปันผล สำหรับใครที่ไม่รู้ควรจะลงทุนในหุ้นตัวไหนดี และต้องการให้มีคนที่เชี่ยวชาญให้บริหารจัดการให้ การลงทุนในกองทุนรวมก็มีความน่าสนใจอีกหนึ่งทางเลย โดยเขาจะมีการคัดเลือกหุ้นหรือสินทรัพย์ที่เราสนใจ รวบรวมทุนจากนักลงทุนรายย่อยมารวมกันไปลงทุนให้เหมาะสมและยังกระจายความเสี่ยงที่ดีเลย กองทุนรวมสามารถลงทุนในสินทรัพย์อื่นได้อีกหลายชนิด

กองทุนรวมมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

สำหรับกองทุนรวมสามารถแบ่งได้ 8 ประเภท ตามระดับความเสี่ยงตามนิยามของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ วัดจากประเภทสินทรัพย์ที่กองทุนเข้าไปลงทุนเป็นหลัก ซึ่งกองทุนทั้ง 8 แบบ มีดังนี้

  • ความเสี่ยงระดับ 1: กองทุนรวมตลาดเงินลงทุนเฉพาะในประเทศ ลงทุนในเงินฝากหรือตราสารหนี้ ในไทย โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี
  • ความเสี่ยงระดับ 2: กองทุนรวมตลาดเงิน ลงทุนเงินฝากหรือตราสารหนี้ในไทย โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี แต่สามารถเพิ่มการลงทุนบางส่วน (ไม่เกิน 50% ของ NAV) ในต่างประเทศ
  • ความเสี่ยงระดับ 3: กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุการถือนานกว่าการลงทุนในตลาดเงิน มีอายุเกิน 1 ปี เช่น พันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 ปี 5 ปี 7 ปี ทำให้ผลตอบแทนผันผวนมากขึ้น
  • ความเสี่ยงระดับ 4: กองทุนรวมตราสารหนี้ ต่างจากกองทุนเสี่ยงระดับ 1 – 3 ตรงที่จะขยายไปลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยเอกชน หรือ หุ้นกู้ จึงมีผลตอบแทนความเสี่ยงสูงกว่า ยกตัวอย่างเช่น บางกองทุนก็จะมีการลงทุนในพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยพร้อม ๆ กับหุ้นกู้ของบริษัทจดทะเบียน เป็นต้น
  • ความเสี่ยงระดับ 5: กองทุนรวมผสม ลงทุนทั้งตราสารหนี้ แบบกองทุนเสี่ยงระดับ 1 – 4 และตราสารทุนในสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไป จึงมีความเสี่ยงเพิ่มมาอีกระดับ
  • ความเสี่ยงระดับ 6: กองทุนรวมตราสารทุน ลงทุนในตราสารทุนเป็นหลัก ไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของ NAV ยกตัวอย่าง กองทุนรวมหุ้นสหรัฐฯบางกองทุน กระจายการลงทุนในบริษัทชั้นนำในสหรัฐอเมริกาหลากหลายอุตสาหกรรม เป็นต้น
  • ความเสี่ยงระดับ 7: กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม ลงทุนในตราสารทุน หมวดอุตสาหกรรมเดียว ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพราะลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมเดียว
  • ความเสี่ยงระดับ 8: กองทุนรวมที่ลงทุนทรัพย์สินทางเลือก ลงทุนทรัพย์สินทางเลือกหรือมีโครงสร้างซับซ้อน เช่น น้ำมันดิบ ทองคำ หรือ REIT จัดเป็นกองทุนความเสี่ยงสูงมาก ความผันผวนด้านราคา สภาพคล่อง รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนร่วมด้วย

ลงทุนในกองทุนรวม ดีอย่างไร

ลงทุนในกองทุนรวม ดีอย่างไร?
รูปจาก : ttbbank

1. ถึงเงินลงทุนจะน้อยก็สามารถลงทุนได้ และยังมีหลายกองทุนที่กำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำไว้ที่ 1 บาท สามารถเริ่มต้นลงทุนได้ไม่ยาก ทำให้นักลงทุนสามารถกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ได้หลายชนิดลดความเสี่ยงได้ แม้พอร์ตการลงทุนจะยังไม่ใหญ่ก็ตาม

2. ทางเลือกการลงทุนหลากหลาย ปัจจุบันมีกองทุนรวมน่าสนใจให้เลือกลงทุนในสินทรัพย์แตกต่างกันตามนโยบายกองทุน ตั้งแต่ตลาดเงิน หุ้น จนถึงน้ำมันดิบ ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ตามเป้าหมายชีวิต ผลตอบแทน และความเสี่ยงที่ยอมรับได้

3. การกระจายความเสี่ยงในตัวเอง ตรงข้ามกับการลงทุนรูปแบบอื่น ๆ เพราะแต่ละกองทุนจะถือสินทรัพย์อยู่หลายตัว เช่น กองทุนรวมหุ้นจีน ก็จะกระจายการลงทุนในหุ้นจีนหลายตัว นั่นเอง

4. มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลให้ กองทุนรวมแต่ละกองจะมีผู้จัดการกองทุนคอยบริหารกองทุนให้อยู่แล้ว เหมาะกับมือใหม่มีข้อจำกัดในการลงแรงและเวลา  

5. สามารถลดหย่อนภาษีได้ สำหรับผู้มีเงินได้ที่ต้องการลดหย่อนภาษี ในกรณีที่ลงทุนในกองทุนรวม 2 ชนิด คือ กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) สามารถนำจำนวนเงินที่ลงทุนไปลดหย่อนภาษีได้

เริ่มต้นลงทุนด้วยการ DCA

เริ่มต้นลงทุนด้วยการ DCA
รูปจาก : ttbbank

สำหรับมือใหม่หรือคนที่กำลังสนใจ แต่ยังมีความกลัวหรือความกังวลว่าการลงทุนเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แนะนำว่ามือใหม่ให้ลงทุนแบบ Dollar Cost Average (DCA) คือการลงทุนในจำนวนเงินเท่าเดิมอย่างสม่ำเสมอหรือลงทุนในทุกเดือน ข้อดีคือ สร้างวินัยการลงทุนและลดความเสี่ยงจากการคาดเดาตลาดด้วยการเฉลี่ยต้นทุน และยังมีการกระจายการลงทุนเองในตัว จึงลดความเสี่ยงไปได้ระดับหนึ่ง มีตัวเลือกการลงทุนหลากหลาย ที่สำคัญยังสามารถกระจายการลงทุนได้อย่างดี เพราะเงินลงทุนขั้นต่ำของกองทุนหลายกองถือว่าต่ำมาก จึงเหมาะกับนักลงทุนทุกคนไม่ว่าจะเป็นหน้าใหม่หรือมือเก๋า

ลงทุนแบบ DCA ตาม ttb smart port

แนะนำการลงทุนแบบ DCA ผ่านกองทุนรวม “ttb smart port” ซึ่งเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะมาช่วยตอบโจทย์การลงทุน เพราะมีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนระดับโลกอย่าง Amundi และ Eastspring คอยดูแลอย่างใกล้ชิด วิเคราะห์และปรับสัดส่วนการลงทุนให้โดยอัตโนมัติ เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในทุกสภาวะตลาด

ที่สำคัญ ttb smart port ยังช่วยตอบโจทย์ทุกเป้าหมายการเงิน เลือกได้แบบที่เป็นคุณ ด้วยทางเลือก ttb smart port 5 รูปแบบ ตามเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้ โดยแต่ละแผนมีรายละเอียด ดังนี้

ลงทุนแบบ DCA ตาม ttb smart port
รูปจาก : ttbbank


1. ttb smart port 1 – preserver
สัดส่วนการลงทุน: ตราสารหนี้ต่างประเทศ 30% และตราสารหนี้ในประเทศ 70%
ระดับความเสี่ยง: 4
เหมาะกับใคร: คนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ต่ำ ต้องการควบคุมความเสี่ยงและความผันผวนเป็นหลัก
ผลตอบแทน: 2.9%* ต่อปี (ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565)


2. ttb smart port 2 – nurturer
สัดส่วนการลงทุน: ตราสารหนี้ในประเทศ 35%, ตราสารหนี้ต่างประเทศ 45% และหุ้นต่างประเทศ 20%
ระดับความเสี่ยง: 5
เหมาะกับใคร: คนที่สามารถรับความผันผวนได้ค่อนข้างน้อยและต้องการลงทุนเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ
ผลตอบแทน: 4.0%* ต่อปี (ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565)


3. ttb smart port 3 – balancer
สัดส่วนการลงทุน: ตราสารหนี้ในประเทศ 15%, ตราสารหนี้ต่างประเทศ 35%, หุ้นในประเทศ 10% และหุ้นต่างประเทศ 40%
ระดับความเสี่ยง: 5
เหมาะกับใคร: คนที่ต้องการกระจายเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายด้วยความเสี่ยงระดับปานกลาง ไม่เสี่ยงมากหรือน้อยไป และมีเป้าหมายให้เงินทำงานแทนในระยะยาว
ผลตอบแทน: 5.6%* ต่อปี (ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565)


4. ttb smart port 4 – explorer
สัดส่วนการลงทุน: ตราสารหนี้ในประเทศ 10%, ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%, หุ้นในประเทศ 15% และหุ้นต่างประเทศ 55%
ระดับความเสี่ยง: 5
เหมาะกับใคร: คนที่สามารถรับความผันผวนได้ค่อนข้างสูง เพื่อเป้าหมายให้เงินเติบโต และสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น
ผลตอบแทน: 6.5%* ต่อปี (ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565)


5. ttb smart port 5 – gogetter
สัดส่วนการลงทุน: หุ้นต่างประเทศ 80% และหุ้นในประเทศ 20%
ระดับความเสี่ยง: 6
เหมาะกับใคร: คนที่สามารถรับความผันผวนได้สูงและต้องการสร้างโอกาสทำกำไรจากหุ้นทั่วโลก
ผลตอบแทน: 7.7%* ต่อปี (ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565)

.

*อ้างอิงผลตอบแทนจากพอร์ตจำลองโดยใช้สัดส่วนดัชนีชี้วัด (Benchmark) ในการคำนวณข้อมูลในอดีตย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ของกองทุน ttb smart port 1, 2, 3, 4 และ 5 ทั้งนี้ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องมิได้เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

.

ข้อมูลจาก : ttbbank.com

Waruntorn Hiratwatnaku